< BACK TO ARTICLES
The Broken Window Theory

The Broken Window Theory

SUMMARY: The Broken Window Theory : เมื่อ "ความกร่าง" กลายเป็นหน้าต่างบานแรกของความชิบหาย

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บทความพิเศษ

The Broken Window Theory : เมื่อ "ความกร่าง" กลายเป็นหน้าต่างบานแรกของความชิบหาย

.

ปี 1982 James Q. Wilson และ George Kelling ได้เสนอแนวคิดที่ถูกเรียกว่า "Broken Window Theory" หรือหลายคนอาจจะคุ้นเคยกันบ้างกับเรื่องของ "ทฤษฎีหน้าต่างแตก"

จากความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกปล่อยปละละเลย กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่า "พื้นที่แห่งนี้ไม่มีใครดูแล" และท้ายที่สุด

ภัยพิบัติระดับหมอลำจะเกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อหน้าต่างบานแรกแตก แต่ไม่มีใครสนใจ จะมีบานที่สอง สาม สี่ และห้าแตกตามกันไป จนพังพินาศสิ้นไปทั้งระบบ

.

สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นกับ "พฤติกรรมของผู้คน" และ "วัฒนธรรมของสังคม" เสมอมา

.

🤨 ความกร่างที่จะนำไปสู่ความหายนะ คือการได้รับเสียงสนับสนุนจากคนที่รู้สึก ถูกใจ สะใจ พอใจ แค่เพราะว่ามันทำให้เรารู้สึกดี โดปามีนหลั่ง ได้สำเร็จความใคร่ทางโลกออนไลน์

.

ล่าสุดจากเหตุการณ์ “งูดินเจ้าถิ่น” นำภาพเจ้าหน้าที่สายตรวจซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่มาโพสแขวนประจาน

ทั้งที่กำลังขอทำการตรวจค้นตามอำนาจหน้าที่ พร้อมอ้างว่ามี "ผู้ใหญ่" คอยสนับสนุนหรือมีแบ๊คใหญ่ดูแล

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหามารยาททางสังคม หรือเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ

.

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้สันดานแบบนี้ ดันได้รับการยอมรับ

มียอดไลค์ ยอดแชร์ ถูกมองว่าเป็นความ "เท่" หรือ "เหนือกว่าเจ้าหน้าที่" กันไปแบบที่บางคนอาจไม่รู้ตัว

สิ่งที่สังคมกำลังได้รับกลับมานั้น ไม่ใช่เพียงแค่คอนเทนต์ไวรัล

กลับกันแล้วมันเป็นสัญญาณของกระจกบานแรกที่แตกมากกว่า

.

เมื่อ "การใช้อำนาจบารมี ข่มขู่เจ้าหน้าที่ และเหยียบย่ำกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย เป็นเรื่องที่ทำได้" นี่คือเสียงของกระจกบานแรกที่แตกไปแล้ว

.

⚠️ ตามที่หลายๆคนได้เห็น สิ่งนี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ทำลายกฎหมายที่หลายๆคนให้ความศรัทธา

และเราล้วนทราบกันดีว่าสังคมประชาธิปไตยนั้นตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าด้วยความเท่าเทียม โดยทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ได้อยู่ภายใต้เส้นสาย หรืออำนาจของคนที่เรียกว่าผู้ใหญ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

.

ดังนั้นการกล่าวอ้างว่ามีผู้ใหญ่คอยหนุนหลัง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือแค่กล่าววาจาโป้ปดสมสู่อาชา

หากสิ่งนี้กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่

มันก็ย่อมส่งผลบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อหลักการของกฏหมายทั้งระบบ

.

ในวันที่เมื่อสังคมหลงเชื่อไปแล้วว่า

👉คนมีเส้นสายย่อมมีสิทธิพิเศษ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

👉เจ้าหน้าที่ถูกปักธงด้วยอคติไปก่อนว่าชอบข่มเหงกลั่นแกล้งประชาชน

👉สิ่งที่ถูกต้องคือความพอใจของชาวเน็ต

.

ผลกระทบคือ คนที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่กันอย่างถูกต้องจะอยู่อย่างไรไหว?

พยามกันแทบตาย สังคมไม่เข้าใจห่าอะไรเลย ก็เลยเบิร์นเอ้ากันเละเทะ

.

⚠️ เมื่อภาพสะท้อนของคุณภาพประชากร คือการแขวนประจารและการข่มเหงเจ้าหน้าที่

.

จริงๆแล้ว หากพบว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติมิชอบ ก็ย่อมสามารถใช้ช่องทางร้องเรียน ตรวจสอบ หรือดำเนินการตามกฎหมายได้

แต่แทนที่เราจะช่วยกันสนับสนันให้ทำแบบนั้น... ดันอวยยศคนที่เลือกใช้การข่มขู่ ดูหมิ่น อวดอ้างอิทธิพล หรือนำไปแขวนแพร่ภาพเพื่อทำให้ตัวเจ้าหน้าที่เสียหาย ไปคาดหวังการสร้างแรงกดดันนอกระบบ ที่ไม่ใช่การตรวจสอบจากอำนาจรัฐ

.

สิ่งเหล่านี้จะทำให้เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ตั้งใจทำงาน เกิดความลังเลที่จะปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต เพราะไม่อยากยุ่งยากวุ่นวายให้ปวดหัว นี่กูทำไปกูจะเดือดร้อน ต้องมารับตีนจากชาวเน็ตหรือเปล่าวะ

.

เห็นไหมครับว่าความฉิบหายที่จะเกิดขึ่น มันไม่ได้ตกอยู่กับแค่ฝั่งเจ้าหน้าที่

ในวันที่ "ความกร่างเก๋า" กลายเป็นคอนเทนต์ ให้คนเชิดชู

เมื่อ "การอวดเส้นสาย เด็กนาย" ทำให้รู้สึกว่ามีสิทธิ์เหนือคนอื่น

และสุดท้ายเมื่อ "การข่มเหงเจ้าหน้าที่" กลายเป็นสิ่งที่ได้รับการชื่นชมบูชา

เราทุกคนก็ต้องรับผิดชอบกับความฉิบหายเหล่านี้ไปด้วยกันอยู่ดี


ตาสว่างกันได้แล้ว

< BACK TO KNOWLEDGE BASE